JOGB69 Jordan & Israel The Holy Land 7 วัน 4 คืน โดยสายการบินเอมิเรตส์ [EK]
ไฮไลท์
วันเดินทาง
ตารางเที่ยว
เงื่อนไข
Jordan & Israel The Holy Land 7 วัน 4 คืน โดยสายการบินเอมิเรตส์ [EK]
• เที่ยวชมความงามของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) จอร์แดน-อิสราเอล • ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ นครเพตรา (Petra) มหานครสีดอกกุหลาบ สนุกกับการ • ลอยตัวในทะเลเดดซี (Dead Sea) ทะเลที่ขึ้นชื่อว่าเค็มที่สุดในโลก • เมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) ซึ่งเป็นดินแดนที่เก่าแก่ เป็นที่ประสูติของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ • เยือนเยรูซาเลม (Jerusalem) เมืองต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์ และเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก • ชมกำแพงร้องไห้ ซึ่งชาวยิวทั่วโลกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด • พักโรงแรม รีสอร์ท 4 ดาว บริเวณทะเลเดดซี
สรุปการท่องเที่ยว:
วันที่ 1: กรุงเทพฯ
วันที่ 2: ดูไบ – อัมมาน - มาดาบา – ทะเลทรายวาดิรัม - เพตรา
วันที่ 3: เพตรา - ทะเลเดดซี
วันที่ 4: อัมมาน - Allenby Bridge – นาซาเร็ธ – ไฮฟา – เทล อาวีฟ
วันที่ 5: เมืองเก่าจัฟฟา – เบธเลเฮม – เยรูซาเลม – ย่านเมืองเก่า - ถนนเวีย โดโลโรซ่า
วันที่ 6: อนุสรณ์สถานยาด วาเช็ม – ยอดเขาโอลีฟ – สวนเกทเสมานี – ภูเขาไซออน – สุสานกษัตริย์เดวิด– จอร์แดน - อัมมาน
วันที่ 7: ดูไบ – กรุงเทพฯ
มีการเข้าชมทั้งหมด: 2 ครั้ง ผู้ชมขณะนี้: 1 คน

ไฮไลท์
วันเดินทาง
ตารางเที่ยว
เงื่อนไข


Emirates (EK)  
(อัพเดตที่นั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.62)
จ.09-15 ก.ย.
55,900.- Emirates เหลือ 5 ที่นั่ง
ตารางบิน
Emirates (EK)
(ขาไป)
07.30 - 09.35 DXB - AMM EK901
Emirates (EK)
(ขากลับ)
01.35 - 04.45 BKK - DXB EK385
Emirates (EK)
(ขาไป)
09.40 - 19.15 DXB - BKK EK372
Emirates (EK)
(ขากลับ)
02.05 - 06.05 AMM - DXB EK906

ไฮไลท์
วันเดินทาง
ตารางเที่ยว
เงื่อนไข

 
วันที่ 1
กรุงเทพฯ
23.00 น.
คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศประตู 9 เคาน์เตอร์ T สายการบินเอมิเรตส์ โดยมีเจ้าหน้าที่ คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก

วันที่ 2
ดูไบ – อัมมาน - มาดาบา – ทะเลทรายวาดิรัม - เพตรา
01.35 น.
ออกเดินทางสู่นครดูไบด้วยเที่ยวบิน EK385
04.45 น.
เดินทางถึงกรุงดูไบ รอเปลี่ยนเครื่อง
07.30 น.
ออกเดินทางสู่กรุงอัมมาน ด้วยเที่ยวบิน EK901
09.35 น.
ถึงสนามบินนานาชาติ Queen Alia กรุงอัมมาน (Amman)ประเทศจอร์แดน (Jordan) ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั๋วโมง) นำท่านเดินทางสู่เมืองมาดาบา (Madaba) หรือเมืองแห่งโมเสก ชมโบสถ์กรีก-ออโธดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ (Greek Orthodox Church of St. George) ถูกสร้างในราวปี ค.ศ. 600 ยุคของไบแซนไทน์ ชมภาพแผนที่ดินแดนศักดิสิทธิ์แห่งเยรูซาเลม ตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ ประมาณ 2.3 ล้านชิ้นแสดงถึงพื้นที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, เยรูซาเล็ม, แม่น้ำจอร์แดน, ทะเลเดดซี, เขาไซนาย, อียิปต์ ฯลฯ
กรุงอัมมาน (Amman)
เมืองมาดาบา (Madaba)
โบสถ์กรีก-ออโธดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ (Greek Orthodox Church of St. George)
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
นำท่านเดินทางสู่ ทะเลทรายวาดิรัม (Wadi Rum) ทะเลทรายแห่งนี้ในอดีตเป็นเส้นทางคาราวานจากประเทศซาอุฯ เดินทางไปยังประเทศซีเรียและปาเสลไตน์ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวนาบาเทียนก่อนที่จะย้ายถิ่นฐานไปสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญที่เมืองเพตรา ในศึกสงครามอาหรับรีโวลท์ระหว่างปี ค.ศ. 1916–1918 ทะเลทรายแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นฐานบัญชาการในการบของนายทหารชาวอังกฤษ ทีอี ลอว์เรนซ์ และ เจ้าชายไฟซาล ผู้นำแห่งชาวอาหรับร่วมรบกันขับไล่พวกออตโตมันที่เข้ามารุกรานเพื่อครอบครองดินแดน และต่อมายังได้ถูกใช้เป็นสถานที่จริงในการถ่ายทำภาพยนต์ฮอลลีวูดอันยิ่งใหญ่ในอดีตเรื่อง “LAWRENCE OF ARABIA” ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ได้ถึง 7 รางวัล และรางวัลจากสถาบันอื่นๆ มากกว่า 30 รางวัล นำแสดงโดย Peter O’Toole, Omar Sharif นำท่านนั่งรถ Jeep 4X4 รับบรรยากาศท่องทะเลทรายที่ถูกกล่าวขานว่าสวยงามที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ด้วยเม็ดทรายละเอียดสีชมพูอมส้มอมแดงอันเงียบสงบที่กว้างใหญ่ไพศาล สีของเม็ดทราบนั้นปรับเปลี่ยนไปตามแสงของดวงอาทิตย์ ชมน้ำพุแห่งลอว์ เรนซ์ สถานที่ในอดีตนายทหาร ทีอี ลอว์เรนซ์ ทหารชาวอังกฤษใช้เป็นสถานที่พัก และคิดแผนการสู้รบกันพวกออตโตมัน นำท่านท่องทะเลทรายต่อไปยังภูเขาคาซารี ชมภาพเขียนแกะสลักก่อนประวัติศาสตร์ ที่เป็นภาพแกะสลักของชาวนาบาเทียนที่แสดงถึงเรื่องราวในชีวิตประจำวันต่างๆ และรูปภาพต่าง ๆ ผ่านชมเต็นท์ชาวเบดูอินที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย เลี้ยงแพะเป็นอาชีพ
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองเพตรา (Petra) เมืองเพตรา มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือ Rose City ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกปี ค.ศ. 1985 และ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของแห่งโลกใหม่ (New 7 Wonders of the World) จากการตัดสินโดยการโหวตจากบุคคลนับล้านทั่วโลกในวันมหัศจรรย์ 07/ 07/ 07 มหานครสีดอกกุหลาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาวาดี มูซา (Wadi Musa Valley) หรือหุบเขาแห่งโมเสส ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล โดยชาวนาบาเทียน (Nabataeans) และได้กลายมาเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตลาด ซื้อสินค้าสำคัญที่สุดของโลกตะวันออก ที่ต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบ เห็นเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2355 และนำไปเขียนในหนังสือชื่อ “TRAVEL IN SYRIA” จนทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
ทะเลทรายวาดิรัม หรือ หุบเขาแห่งพระจันทร์ (Wadi Rum or The Valley of The Moon)
น้ำพุแห่งลอว์เรนซ์ (Lawrence’s Spring or Lawrence’s Fountain)
มหานครเพตรา ชมมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ปราสาททรายสีชมพู (Petra) - ต่อ
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
ที่พัก
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก GRAND VIEW PETRA หรือเทียบเท่า

วันที่ 3
เพตรา - ทะเลเดดซี
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
จากนั้นนำท่านชมเมืองเพตรา (Petra) ให้ท่านได้ขี่ม้าระยะทางประมาณ 800 เมตร บนถนนทรายเพื่อตรงเข้าสู่หน้าเมือง **ไม่รวมค่าทิปขี่ม้า โดยประมาณ 3 USD** (ไม่รวมค่าขี่ลา, ขี่อูฐ, รถม้าลาก สนในกรุณาติดต่อที่หัวหน้าทัวร์) จากนั้นเดินเท้ากับเส้นทางมหัศจรรย์กว่า 1.5 กิโลเมตร ที่เกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการซัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน เดินชมความสวยงามของผาหินสีชมพูสูงชันทั้ง 2 ข้างทาง จนพบกับความสวยงามของ มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ เอล คาซเนท์ (Al-Khazneh หรือ The Treasury) ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างในศตวรรษที่ 1-2 เป็นวิหารที่แกะสลักโดยเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก มีความสูง 40 เมตร และ มีความกว้าง 28 เมตร วิหารแห่งนี้ได้ถูกออกแบบโดยได้รับอิทธิพลศิลปะของหลายชาติเข้าด้วยกัน เช่น อิยิปต์, กรีก, นาบาเทียน ฯลฯ เดิมทีถูกเชื่อว่าเป็นที่เก็บขุมทรัพย์สมบัติของฟาโรห์อิยิปต์ นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้ลงความเห็นตรงกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับผู้ปกครองเมือง, ใช้เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมทางศาสนา
มหานครเพตรา ชมมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ปราสาททรายสีชมพู (Petra) - ต่อ
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ทะเลเดดซี (Dead Sea) ซึ่งเป็นทะเลที่ถูกบันทึกลงใน กินเนสส์บุ๊ค ว่า เป็นจุดที่ต่ำที่สุดในโลก มีความต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร และ มีความเค็มที่สุดในโลกมากกว่า 20 เปอร์เซนต์ของน้ำทะเลทั่วไป ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยอาศัยอยู่ได้ในท้องทะเลแห่งนี้ ให้ท่านอิสระในการลงเล่นน้ำทะเล และ พิสูจน์ความจริงว่าสามารถลอยตัวได้จริงหรือไม่ (การลงเล่นน้ำในทะเลมีวิธีขั้นตอนการลงเล่น และข้อควรระวังต่างๆ ควรฟังคำแนะนำจากมัคคุเทศก์ท้องถิ่น)
ทะเลมรณะ หรือ ทะเลเดดซี (Dead Sea)
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก RAMADA HOTEL หรือเทียบเท่า

วันที่ 4
อัมมาน - Allenby Bridge – นาซาเร็ธ – ไฮฟา – เทล อาวีฟ
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางไปยังด่านที่ตั้งอยู่ที่ชายแดนระหว่างประเทศจอร์แดนและประเทศอิสราเอล (Israel) โดยจะต้องตรวจเอกสารเพื่อที่จะข้ามประเทศไปยังประเทศอิสราเอล โดยข้ามประเทศได้โดยใช้สะพาน Allenby Bridge ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ และเมื่อข้ามไปยังประเทศอิสราเอลแล้วท่านจะต้องผ่านการตรวจเอกสารอีกรอบเพื่อยืนยันในการเข้าประเทศ จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยังเมืองนาซาเร็ธ (Nazareth) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างภูเขาที่รวมตัวกันเป็นจุดใต้สุดของเทือกเขาเลบานอนแคว้นกาลิลี เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของพระเยซูคริสต์และเป็นสถานที่ในการเดินทางแสวงบุญของชาวคริสต์
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
นำท่านชมมหาวิหารแห่งการประกาศข่าว (Basilica of the Annunciation) ซึ่งถูกสร้างไว้ตรงบ้านพระนางมารีอา เป็นสถานที่ซึ่งนางมารีได้รับแจ้งจากทูตสวรรค์ว่าพระนางจะให้กำเนิดพระเยซู หลังจากนั้นนำท่านเดินต่อไปยังบ่อน้ำที่มีอายุนานกว่า 2,000 ปี เป็นสถานที่ที่พระนางมารีได้เคยมาตักน้ำจากแห่งนี้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังหมู่บ้านคานา (Cana Village) เป็นหมู่บ้านที่ซึ่งพระเยซูทรงแสดงอัศจรรย์เป็นครั้งแรกในงานแต่งงาน ซึ่งมีพระแม่มารีมาร่วมงานด้วย โดยทรงทำน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น เนื่องจากเหล้าองุ่นไม่พอที่จะเลี้ยงแขกที่มาในงาน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังเมืองไฮฟา (Haifa) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาคาร์เมล (Mt.Carmel) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของเขตไฮฟาที่อยู่ทางด้านเหนือและอยู่ติดกับริมทะเล เป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเมืองอันดับที่สามของประเทศ เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของอิสราเอล มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 270,000 คน ซึ่งผสมผสานกันระหว่างพวกยิวและอาหรับ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของบาไฮเวิลด์เซ็นเตอร์ ที่ถูกสร้างเป็นสวนที่สวยงามด้วยงบประมาณ 50 ล้านดอลล่าร์และยังได้ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 2008 จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองเทล อาวีฟ (Tel Aviv) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศอิสราเอล มีประชากรอาศัยอยุ่ประมาณ 405,000 คน ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ พาณิชย์และการท่องเที่ยว เมืองเทลอาวีฟ ยังมีอีกชื่อนึงว่า เทล อาวีฟ-จัฟฟา เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1909 บนเขตพื้นที่รอบนอกของเมืองท่าโบราณจัฟฟา (Jaffa) ความเจริญของเทลอาวีฟได้ก้าวไปไกลกว่าเมืองจัฟฟาที่ในตอนนั้นเป็นของอาหรับอยู่ จนเทลอาวีฟและจัฟฟาถูกรวมเป็นเมืองเดียวกันในปี ค.ศ. 1950 สองปีหลังจากการก่อตั้งรัฐอิสราเอล นครสีขาวแห่งเทลอาวีฟได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกในปี 2003 ถือเป็นการรวมกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
ที่พัก
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก LEONARDO HOTEL หรือเทียบเท่า

วันที่ 5
เมืองเก่าจัฟฟา – เบธเลเฮม – เยรูซาเลม – ย่านเมืองเก่า - ถนนเวีย โดโลโรซ่า
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านออกเดินทางไปชมเมืองเก่าจัฟฟา (Old Jaffa) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่เก่าแก่ อายุกว่า 3,000 ปี ชื่อเดิมของเมืองนี้คือ ยาโฟ (Yafo) ในภาษาฮิบรูว์ แปลว่า สวยงาม ในประวัติศาสตร์เมืองนี้ถูกครอบครองมาหลายยุคหลายสมัยปัจจุบันรัฐอิสราเอลได้อนุรักษ์เมืองนี้ไว้ แล้วอนุญาตให้ศิลปิน พักอาศัย ทำงานสร้างสรรค์ และขายผลงานของตนเองแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ให้ท่านได้ชมหอนาฬิกา (The Clock Tower) ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเมือง จัฟฟา เป็น 1 ใน 7 ของหอนาฬิกาที่ถูกสร้างโดยพวกออตโตมานที่เข้ามาปกครองในบริเวณนี้ ถูกสร้างขึ้น โดยสุลต่านอับดุล ฮามิด ที่ 2 ในราวปี ค.ศ.1900-1903 ส่วนที่เหลืออีก 6 แห่ง คือที่ ซาเฟ็ด, เอเคอร์, นาซาเรธ, ไฮฟา, นาบลุส และเยรูซาเล็ม ซึ่งทั้งหมดได้เสียหมด บนหอนาฬิกาเรือนนี้ยังใช้งานได้ดี และที่ด้านบนจะมีแผ่นหินสลักเป็นที่ระลึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้เมืองนี้ในปี ค.ศ.1948 จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) ซึ่งเป็นดินแดนที่เก่าแก่ และถูกครอบครองโดยพวกปาเลสไตน์ ตั้งอยู่ห่างจากเยรูซาเล็มทางตอนใต้ ประมาณ 10 กม. มีประชากรราว 30,000 คน ในอดีตเป็นบ้านเกิดของกษัตริย์เดวิด (King David) ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองเยรูซาเล็ม และ เบธเลเฮม เชื่อกันโดยผู้นับถือคริสต์ศาสนาว่าเป็นที่ประสูติของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ และยังเป็นที่อยู่ของชุมชนคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จากนั้นนำท่านเดินทางสู่โบสถ์แห่งการประสูติ (The Church of Nativity) โบสถ์ที่สร้างบนสถานที่ประสูติของพระเยซู ถูกสร้างโดย พระนางเฮเลน่า (Helena) ซึ่งเป็นพระมารดาของจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ เป็นสถานที่ที่ถูกเก็บรักษาให้รอดพ้นจากการถูกทำลายจากผู้ครอบครองของหลายชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งประตูทางเข้าโบสถ์นี้จะเล็กกว่าปกติ และผิดสัดส่วนจากขนาดของตัวอาคาร เพราะว่าภายหลังดินแดนแห่งนี้ถูกครอบครองโดยพวกครูเสดก็ได้มีการต่อเติม และทำประตูให้มีขนาดเล็กลงสำหรับคนต้องก้มเดินเข้าไปได้เพียงคนเดียว เพื่อเป็นการป้องกันมิให้พวกโจรอาหรับขี่ม้าเข้ามาปล้น ภายในโบสถ์มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทางเดินที่ประดับลวดลายของโมเสค และภาพสีน้ำมันตามผนังตลอดจนเพดาน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังทุ่งหญ้าคนเลี้ยงแกะ (Shepherd’s Field) ที่ทูตสวรรค์มาบอกข่าวการประสูติของพระเยซู ท่ามกลางคนเลี้ยงแกะที่ยากจนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกแรกที่ได้รับข่าวการประสูตินี้
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยังเมืองเยรูซาเลม (Jerusalem) เมืองที่อยู่ร่วมกันอย่างลงตัวทั้งชาวยิว,ชาวมุสลิม และ คริสเตียน ตั้งอยู่บนที่ราบของภูเขายูดาห์ (Judaean Mountains) ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลเดดซี เยรูซาเลมเป็นเมืองที่พระยาห์เวห์ (Yahweh) ทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมแห่งความเชื่อถึงพระเป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล นำท่านเดินทางสู่เมืองเก่าเยรูซาเลม (Old City) ให้ท่านได้ชมกำแพงร้องไห้ (Wailing Wall) ซึ่งเป็นกำแพงด้านตะวันตกของพระวิหารหลังที่สองที่เหลืออยู่หลังจากถูกพวกโรมันทำลาย ปัจจุบันชาวยิวทั่วโลกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และโดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา จะมีชาวยิวมากมายเดินทางมาสวดมนต์ อธิษฐานร้องไห้คร่ำครวญกับพระเจ้าอย่างเนืองแน่น และจากลานหน้ากำแพงศักดิ์สิทธิ์นี้ จะมีทางเดินเลาะเลียบทางขวาที่ไต่ระดับสูงขึ้นไปสู่ ภูเขาวิหาร (Temple Mount ) อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหาร ที่ได้ถูกทำลายไปถึง 2 ครั้ง จะเหลืออยู่ก็แค่บางส่วนของกำแพง ซึ่งในปัจจุบันภูเขาวิหาร เป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธ์ของศาสนาอิสลาม เพราะว่าในช่วงปี ค.ศ. 688 กาหลิบโอมาร์ ที่เป็นผู้นำชาวมุสลิม ได้นิมิตประหลาดว่าภูเขาวิหารนี้เป็นสถานที่ที่ศาสดาโมหะหมัดได้เสด็จสู่สวรรค์ โดยประทับยืนบนก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเชื่อว่าเป็นก้อนหินศักดิ์สิทธิ์ ส่วนชาวคริสต์เชื่อว่า พระเยซูได้ถูกซาตานนำมาประทับบนก้อนหินนี้ เพื่อให้ทอดพระเนตรนครเยรูซาเล็ม ในขณะที่จำศีลอดอาหาร และชาวยิวเชื่อว่า อับราฮัมได้นำลูกชายมาฆ่า เพื่อบูชาพระเจ้าบนก้อนหินก้อนนี้ ต่อมาจึงได้สร้างสุเหร่าไม้ขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ โดยคร่อมก้อนหินศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ ซึ่งเรียกว่า สุเหร่าแห่งโอมาร์ (Mosque of Omar) แต่ปัจจุบันนี้ได้ถูกสร้างเป็นสุเหร่าทรง 8 เหลี่ยมที่มีหลังคาทรงกลม ทำด้วยทองบริสุทธ์ 24 กระรัต โดยได้รับความช่วยเหลือจากกษัตริย์ฮุสเซนแห่งจอร์แดน และมีชื่อเรียกว่า โดมแห่งหินผา (Dome of the Rock) และบริเวณผนังด้านในประดับด้วยโมเสคลวดลายงดงามมาก (ไม่สามารถเข้าไปชมภายในได้ ) จากนั้นนำท่านเดินเท้าไปตามถนนเวีย โดโลโรซ่า (Via Dolorosa) เป็นสถานที่ซึ่งทิ้งร่องรอยสุดท้ายของพระเยซูจากการถูกตรึงไม้กางเขน ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระเยซูถูกไต่สวนที่ศาลปรีโทเรีย จนถูกบังคับให้แบกไม้กางเขนไปสู่โกลโกธา (Korakotha Mountain) และตรึงพระองค์ไว้บนไม้กางเขน ตามเส้นทางทั้งหมด 14 แห่ง จากนั้นนำท่านชม สุสานศักดิ์สิทธิ์ (Church of The Holy Sepulcher) ซึ่งในปัจจุบันเป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์ เป็นอุโมงค์ที่สกัดไว้ในศิลาที่ใช้เก็บพระศพของพระเยซูหลังจากเชิญพระศพลงมาจากไม้กางเขน ให้ท่านเดินทางเพื่อบรรลุถึงความทุกข์ทรมานของพระผู้เป็นเจ้า ถนนแห่งประวัติศาตร์นี้มีการค้นพบทางโบราณคดีตลอดหลายศตวรรษ
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก LEONARDO TOWER HOTEL หรือเทียบเท่า

วันที่ 6
อนุสรณ์สถานยาด วาเช็ม – ยอดเขาโอลีฟ – สวนเกทเสมานี – ภูเขาไซออน – สุสานกษัตริย์เดวิด– จอร์แดน - อัมมาน
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านออกเดินทางสู่เมืองอีน คาเร็ม (Ein Karem) ที่มีความหมายว่า น้ำธรรมชาติสำหรับไร่องุ่น อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเยรูซาเล็ม และเป็นเมืองที่มีความสำคัญรองลงมาจากเบธเลเฮ็ม คือ เมืองที่จอห์นแห่งแบพติสเกิดและนอกจากนั้นก็ยังมีโบสถ์วิหารที่มีความสำคัญหลายแห่งสำหรับผู้ที่เป็นชาว คริสเตียน ให้ท่านได้ชมอนุสรณ์สถานยาด วาเช็ม (Yad Vashem) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงชาวยิวที่เสียชีวิตในระหว่างสงครามโลก รูปภาพต่างๆ ที่ถ่ายจากค่ายกักกันต่างๆ ในยุโรป แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของทหารนาซี ในความพยายามทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของชนชาติยิว ซึ่งเป็นชนชาติของพระเจ้า ทำให้ตระหนักถึงพระสัญญาของพระเจ้าต่ออับราฮัมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นำท่านเดินทางสู่ ยอดเขาโอลีฟ (Mt. of Olives) ท่านจะได้ชมตัวเมืองเยรูซาเล็มทั้งหมด จากนั้นนำท่านเดินตามเส้นทางที่พระเยซูเสด็จสู่กรุงเยรูซาเล็มในวันปาล์มซันเดย์ ไปยังโบสถ์ปีเตอร์ โนสเตอร์ (Peter Noster Church) เป็นสถานที่พระเยซูทรงสอนให้สาวกรู้จักคำอธิษฐาน “ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย” นำท่านเดินทางไปยัง สวนเกทเสมานี (Gatsemane) ซึ่งเป็นภาษาฮิบรูว์ แปลว่า ต้นมะกอก บริเวณสวนนี้มีต้นมะกอกเก่าแก่อยู่ 8 ต้น ที่เชื่อกันว่าเป็นรากเดิมของต้นมะกอกในสมัยพระเยซูเจ้า ซึ่งมีอายุประมาณ 2,000 ปี และเป็นสถานที่ที่พระเยซูอธิษฐานกับสาวก ก่อนที่จะถูกพวกทหารโรมันจับตัวไป จากนั้นนำท่านเข้าชมในตัวโบสถ์นานาชาติ (Church of all Nations) ที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นจุดที่พระเยซูทรงคุกเข่าอธิษฐาน ก่อนถูกทหารโรมันจับตัวไป
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
หลังจากนั้น นำท่านเดินทางสู่ภูเขาไซออน (Mount Zion) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของภูเขาโอลีฟในเยรูซาเล็ม ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เมืองของเดวิด (City of David) จากนั้นนำท่านไปชม โบสถ์ไก่ขัน (St. Peter in Gallicantu) ซึ่งเป็นภาษาลาติน ในอดีตเป็นบ้านของปุโรหิตคายาฟาส ที่เป็นหัวหน้าสมณะในยุคของพระเยซูที่ถูกตัดสินฯ และเป็นสถานที่ที่ปีเตอร์ปฏิเสธพระเยซูก่อนไก่ขัน 3 ครั้ง (Before the cock crows thrice) จากนั้นนำท่านไปชมสุสานกษัตริย์เดวิด (King David’s Tomb) และ ห้องอาหารมื้อสุดท้าย (Room of Last Supper) ที่พระเยซูทรงร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายกับเหล่า จากนั้นนำท่านข้ามชายแดนไปยังประเทศจอร์แดน (Jordan) เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงอัมมาน (Amman)
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่สนามบินอัมมาน เพื่อทำการเช็คอิน

วันที่ 7
ดูไบ – กรุงเทพฯ
02.05 น.
ออกเดินทางสู่กรุงเทพด้วยเที่ยวบิน EK906
06.05 น.
ถึงสนามบินดูไบ รอเปลี่ยนเครื่อง
09.40 น.
ออกเดินทางต่อสู่กรุงเทพด้วยเที่ยวบิน EK372
19.15 น.
ถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

ไฮไลท์
วันเดินทาง
ตารางเที่ยว
เงื่อนไข

เงื่อนไข

เงื่อนไขการให้บริการ
1.ชำระเงินมัดจำท่านละ 20,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชี ที่นั่งจะยืนยันเมื่อได้รับเงินมัดจำแล้วเท่านั้น
2.ส่งสำเนาหน้าพาสปอร์ตของผู้ที่เดินทาง ที่มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อทำการจองคิวยื่นวีซ่า
ภายใน 3 วันนับจากวันจอง หากไม่ส่งสำเนาหน้าพาสปอร์ตทางบริษัทขออนุญาติยกเลิกการจองทัวร์โดย
อัตโนมัติ
3.เมื่อได้รับการยืนยันว่ากรุ๊ปออกเดินทางได้ ลูกค้าจัดเตรียมเอกสารให้การขอวีซ่าได้ทันที
4.หากท่านที่ต้องการออกตั๋วโดยสารภายในประเทศ (กรณีลูกค้าอยู่ต่างจังหวัด) ให้ท่านติดต่อเจ้าหน้าที่
ก่อนออกบัตรโดยสารทุกครั้ง หากออกบัตรโดยสารโดยมิแจ้งเจ้าหน้าที่ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ไม่
รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
5.การยื่นวีซ่าในแต่ละสถานทูตมีการเตรียมเอกสาร และมีขั้นตอนการยื่นวีซ่าไม่เหมือนกัน ทั้งแบบหมู่คณะและ
ยื่น รายบุคคล (แสดงตน) ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนการจองได้จากทาง
เจ้าหน้าที่
6.หากในคณะของท่านมีผู้ต้องการดูแลพิเศษ นั่งรถเข็น (Wheelchair), เด็ก, ผู้สูงอายุ, มีโรคประจำตัว หรือไม่
สะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวในระยะเวลาเกินกว่า 4-5 ชั่วโมงติดต่อกัน ท่านและครอบครัวต้องให้การดูแล
สมาชิกภายในครอบครัวของท่านเอง เนื่องจากการเดินทางเป็นหมู่คณะ หัวหน้าทัวร์มีความจำเป็นต้องดูแล
คณะทัวร์ทั้งหมด

เงื่อนไขการชำระค่าทัวร์ส่วนที่เหลือ
ทางบริษัทขอเก็บค่าทัวร์ส่วนที่เหลือ 20 วันก่อนการเดินทาง
หากท่านไม่ผ่านการอนุมัติวีซ่าหรือยกเลิกการเดินทางโดยเหตุจำเป็น
ทางบริษัทขอเก็บเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลเบื้องต้นในการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าและการยื่นวีซ่า
1.การพิจารณาวีซ่าเป็นดุลยพินิจของสถานทูต มิใช่บริษัททัวร์ การเตรียมเอกสารที่ดีและถูกต้องจะช่วยให้การพิจารณา ของสถานทูตง่ายขึ้น
2.สำหรับผู้เดินทางที่ศึกษาหรือทำงานอยู่ต่างประเทศ จะต้องดำเนินเรื่องการขอวีซ่าด้วยตนเองในประเทศที่ตนพำนักหรือศึกษาอยู่เท่านั้น
3.หนังสือเดินทางต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยนับวันเริ่มเดินทางออกนอกประเทศ หากนับแล้วต่ำกว่า 6 เดือน ผู้เดินทางต้องไปยื่นคำร้องขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ และกรุณาเตรียมหนังสือเดินทางเล่มเก่า ให้กับทางบริษัทด้วย เนื่องจากประวัติการเดินทางของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องตั๋วเครื่องบินและที่นั่งบนเครื่องบิน
1.ทางบริษัทได้สำรองที่นั่งพร้อมชำระเงินมัดจำค่าตั๋วเครื่องบินแล้ว หากท่านยกเลิกทัวร์ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์การเรียกเก็บค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน ซึ่งมีค่าใช้จ่าย ประมาณ 1,000 – 5,000 บาท แล้วแต่สายการบินและช่วงเวลาเดินทาง
2. หากตั๋วเครื่องบินทำการออกแล้ว แต่ท่านไม่สารถออกเดินทางได้ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง และรอ Refund จากทางสายการบิน ใช้เวลาประมาณ 3- 6 เดือนเป็นอย่างน้อย
3. นั่งที่ Long Leg โดยปกติอยู่บริเวณทางออกประตูฉุกเฉิน และผู้ที่จะนั่งต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่สายการบินกำหนด เช่น ต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง และช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่เครื่องบินมีปัญหา เช่น สามารถเปิดประตูฉุกเฉินได้ (น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม) ไม่ใช่ผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและร่างกาย และอำนาจในการให้ที่นั่ง Long leg ขึ้นอยู่กับทางเจ้าหน้าที่เช็คอินสายการบิน ตอนเวลาที่เช็คอินเท่านั้น

กรณียกเลิกการเดินทาง
1.แจ้งยกเลิก 45 วัน ขึ้นไปก่อนการเดินทาง คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด
2.แจ้งยกเลิกภายใน 30-44 วันก่อนเดินทาง เก็บค่าใช้จ่าย ท่านละ 10,000 บาท
3.แจ้งยกเลิกภายใน 16-29 วันก่อนเดินทาง เก็บค่าใช้จ่าย ท่านละ 20,000 บาท
4.แจ้งยกเลิกน้อยกว่า 15 วันก่อนเดินทาง ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ เก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมด
5.บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมดกรณีท่านยกเลิกการเดินทางและมีผลทำให้คณะเดินทางไม่ครบตามจำนวนที่ บริษัทฯกำหนดไว้ (30ท่านขึ้นไป) เนื่องจากเกิดความเสียหายต่อทางบริษัทและผู้เดินทางอื่นที่เดินทางในคณะเดียวกันบริษัทต้องนำไปชำระค่าเสียหายต่างๆที่เกิดจากการยกเลิกของท่าน
6.กรณีเจ็บป่วย จนไม่สามารถเดินทางได้ ซึ่งจะต้องมีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลรับรอง บริษัทฯจะทำการเลื่อนการเดินทางของท่าน ไปยังคณะต่อไปแต่ทั้งนี้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกคืนได้คือ ค่าธรรมเนียมในการมัดจำตั๋ว และค่าธรรมเนียมวีซ่าตามที่ สถานทูตฯ เรียกเก็บ
7.กรณียื่นวีซ่าแล้วไม่ได้รับการอนุมัติวีซ่าจากทางสถานทูต (วีซ่าไม่ผ่าน) และท่านได้ชำระค่าทัวร์หรือมัดจำมาแล้ว ทางบริษัทฯ ขอเก็บเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าวีซ่าและค่าบริการยื่นวีซ่า / ค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน หรือค่าตั๋วเครื่องบิน (กรณีออกตั๋วเครื่องบินแล้ว) ค่าส่วนต่างในกรณีที่กรุ๊ปออกเดินทางไม่ครบตามจำนวน
8. กรณีวีซ่าผ่านแล้ว แจ้งยกเลิกก่อนหรือหลังออกตั๋วโดยสาร บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการ ไม่คืนค่าทัวร์ทั้งหมด
9.กรณีผู้เดินทางไม่สามารถเข้า-ออกเมืองได้ เนื่องจากปลอมแปลงหรือการห้ามของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าเหตุผลใดๆตามทางบริษัทของสงวนสิทธิ์ในการ ไม่คืนค่าทัวร์ทั้งหมด

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโรงแรมที่พัก
1.เนื่องจากการวางแปลนห้องพักของแต่ละโรงแรมแตกต่างกัน จึงอาจทำให้ห้องพักแบบห้องเดี่ยว (Single) ,ห้องคู่ (Twin/Double) และห้องพักแบบ 3 ท่าน/3 เตียง (Triple Room) ห้องพักต่างประเภทอาจจะไม่ติดกันและบางโรงแรม อาจจะไม่มีห้องพักแบบ 3 ท่าน แต่อาจจะได้เป็น 1 เตียงใหญ่กับ 1 เตียงพับเสริม
2.กรณีที่มีงานจัดประชุมนานาชาติ (Trade air) เป็นผลให้ค่าโรงแรมสูงขึ้นมากและห้องพักในเมืองเต็ม บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนหรือย้ายเมืองเพื่อให้เกิดความเหมาะสม
3.โรงแรมในที่มีลักษณะเป็น Traditional Building ห้องที่เป็นห้องเดี่ยวอาจเป็นห้องที่มีขนาดกะทัดรัต
และไม่มีอ่างอาบน้ำ ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละโรงแรมนั้นๆ และห้องแต่ละห้องอาจมีลักษณะแตกต่างกัน

เอกสารประกอบการขอวีซ่า(อิสราเอล)
การยื่นวีซ่า ท่านไม่ต้องมาแสดงตนที่ศูนย์ยื่นวีซ่า
1.สำเนาสีหนังสือเดินทางที่ชัดเจน (ไม่ใช่ถ่ายจากมือถือ) และวันหมดอายุหนังสือเดินทางต้องมีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน นับจากวันเดินทางกลับถึงประเทศไทย
1.เอกสารส่วนตัว
-สำเนาทะเบียนบ้าน
-บัตรประชาชน
-สูติบัตร(กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี)
-ทะเบียนสมรส/ทะเบียนหย่า/มรณะบัตร(ถ้ามี)
-ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามีการเปลี่ยน)


อัตรานี้รวม

1 ค่าตั๋วเครื่องบิน ชั้นประหยัด ( Economy Class) ที่ระบุวันเดินทางไปกลับพร้อมคณะ (ในกรณีมีความประสงค์อยู่ต่อ จะต้องไม่เกินจำนวนวัน และอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสายการบิน)
2.ค่าภาษีสนามบินทุกแห่งตามรายการ
3.ค่ารถโค้ชปรับอากาศนำเที่ยวตามรายการ
4.ค่าห้องพักในโรงแรมตามที่ระบุในรายการหรือเทียบเท่า (3 ดาว – 4 ดาว)
5.ค่าอาหารตามที่ระบุในรายการ
6.ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามรายการ
7.ค่าประกันภัยการเดินทางรายบุคคล (หากต้องการเงื่อนไขกรมธรรม์สอบถามได้จากเจ้าหน้าที่)
ค่าประกันอุบัติเหตุคุ้มครองในระหว่างการเดินทางวงเงินไม่เกินท่านละ 1,000,000 บาท
ค่ารักษาพยาบาลในกรณีเกิดอุบัติเหตุวงเงินไม่เกินท่านละ 500,000 บาท (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)
** ลูกค้าท่านใดสนใจ...ซื้อประกันการเดินทางสำหรับครอบคลุมเรื่องสุขภาพสามารถสอบถามข้อมูล
เพิ่มเติมกับทางบริษัทได้ **
เบี้ยประกันเริ่มต้น 341 บาท [ระยะเวลา 4-6 วัน]
เบี้ยประกันเริ่มต้น 395 บาท [ระยะเวลา 7-10 วัน]
**ความครอบคลุมผู้เอาประกันที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด ถึง 85 ปี **
[รักษาพยาบาล 2 ล้าน, เสียชีวิตหรือเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ 1.5 ล้านบาท]
8.ค่ามัคคุเทศก์ของบริษัทดูแลตลอดการเดินทาง (ไม่รวมทิปมัคคุเทศก์)
9. ค่าวีซ่าเข้าประเทศจอร์แดนและอิสราเอล
10.ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และหัก ณ ที่จ่าย 3 %


อัตรานี้ไม่รวม

1.ค่าธรรมเนียมการจัดทำหนังสือเดินทาง
2.ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิเช่น ค่าเครื่องดื่มที่สั่งพิเศษ, ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง, ค่าน้ำหนักเกินจากทางสายการบินกำหนดเกินกว่า 30 ก.ก.และมากกว่า 2 ชิ้น, ค่ารักษาพยาบาล กรณีเกิดการเจ็บป่วยจากโรคประจำตัว, ค่ากระเป๋าเดินทางหรือของมีค่าที่สูญหายในระหว่างการเดินทาง เป็นต้น
3.ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบิน ในกรณีที่สายการบินมีการปรับขึ้นราคา
4.ค่าบริการยกกระเป๋าในโรงแรม ซึ่งท่านจะต้องดูแลกระเป๋าและทรัพย์สินด้วยตัวท่านเอง
5.ค่าทิปพนักงานขับรถ และไกด์ท้องถิ่น (35 USD)
6.ค่าทิปมัคคุเทศก์จากเมืองไทย (21 USD)


JOGB69 Jordan & Israel The Holy Land 7 วัน 4 คืน โดยสายการบินเอมิเรตส์ [EK]
ไฮไลท์
วันเดินทาง
ตารางเที่ยว
เงื่อนไข
Jordan & Israel The Holy Land 7 วัน 4 คืน โดยสายการบินเอมิเรตส์ [EK]
เริ่มต้น: ช่วง 09-15 ก.ย. 62 (1 ช่วง)
55,900 บ.
• เที่ยวชมความงามของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) จอร์แดน-อิสราเอล • ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ นครเพตรา (Petra) มหานครสีดอกกุหลาบ สนุกกับการ • ลอยตัวในทะเลเดดซี (Dead Sea) ทะเลที่ขึ้นชื่อว่าเค็มที่สุดในโลก • เมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) ซึ่งเป็นดินแดนที่เก่าแก่ เป็นที่ประสูติของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ • เยือนเยรูซาเลม (Jerusalem) เมืองต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์ และเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก • ชมกำแพงร้องไห้ ซึ่งชาวยิวทั่วโลกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด • พักโรงแรม รีสอร์ท 4 ดาว บริเวณทะเลเดดซี

สรุปการท่องเที่ยว:

วันที่ 1: กรุงเทพฯ
วันที่ 2: ดูไบ – อัมมาน - มาดาบา – ทะเลทรายวาดิรัม - เพตรา
วันที่ 3: เพตรา - ทะเลเดดซี
วันที่ 4: อัมมาน - Allenby Bridge – นาซาเร็ธ – ไฮฟา – เทล อาวีฟ
วันที่ 5: เมืองเก่าจัฟฟา – เบธเลเฮม – เยรูซาเลม – ย่านเมืองเก่า - ถนนเวีย โดโลโรซ่า
วันที่ 6: อนุสรณ์สถานยาด วาเช็ม – ยอดเขาโอลีฟ – สวนเกทเสมานี – ภูเขาไซออน – สุสานกษัตริย์เดวิด– จอร์แดน - อัมมาน
วันที่ 7: ดูไบ – กรุงเทพฯ

มีการเข้าชมทั้งหมด: 3 ครั้ง     ผู้ชมขณะนี้: 1 คน          

ไฮไลท์
วันเดินทาง
ตารางเที่ยว
เงื่อนไข

Emirates (EK)  
(อัพเดตที่นั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.62)
จ.  09-15 ก.ย.
55,900.- Emirates เหลือ 5 ที่นั่ง

ตารางบิน
Emirates (EK)
(ขาไป)
07.30 - 09.35 DXB - AMM EK901
Emirates (EK)
(ขากลับ)
01.35 - 04.45 BKK - DXB EK385
Emirates (EK)
(ขาไป)
09.40 - 19.15 DXB - BKK EK372
Emirates (EK)
(ขากลับ)
02.05 - 06.05 AMM - DXB EK906

ไฮไลท์
วันเดินทาง
ตารางเที่ยว
เงื่อนไข

 
วันที่ 1
กรุงเทพฯ
23.00 น.
คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศประตู 9 เคาน์เตอร์ T สายการบินเอมิเรตส์ โดยมีเจ้าหน้าที่ คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก

วันที่ 2
ดูไบ – อัมมาน - มาดาบา – ทะเลทรายวาดิรัม - เพตรา
01.35 น.
ออกเดินทางสู่นครดูไบด้วยเที่ยวบิน EK385
04.45 น.
เดินทางถึงกรุงดูไบ รอเปลี่ยนเครื่อง
07.30 น.
ออกเดินทางสู่กรุงอัมมาน ด้วยเที่ยวบิน EK901
09.35 น.
ถึงสนามบินนานาชาติ Queen Alia กรุงอัมมาน (Amman)ประเทศจอร์แดน (Jordan) ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั๋วโมง) นำท่านเดินทางสู่เมืองมาดาบา (Madaba) หรือเมืองแห่งโมเสก ชมโบสถ์กรีก-ออโธดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ (Greek Orthodox Church of St. George) ถูกสร้างในราวปี ค.ศ. 600 ยุคของไบแซนไทน์ ชมภาพแผนที่ดินแดนศักดิสิทธิ์แห่งเยรูซาเลม ตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ ประมาณ 2.3 ล้านชิ้นแสดงถึงพื้นที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, เยรูซาเล็ม, แม่น้ำจอร์แดน, ทะเลเดดซี, เขาไซนาย, อียิปต์ ฯลฯ
กรุงอัมมาน (Amman)
เมืองมาดาบา (Madaba)
โบสถ์กรีก-ออโธดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ (Greek Orthodox Church of St. George)
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
นำท่านเดินทางสู่ ทะเลทรายวาดิรัม (Wadi Rum) ทะเลทรายแห่งนี้ในอดีตเป็นเส้นทางคาราวานจากประเทศซาอุฯ เดินทางไปยังประเทศซีเรียและปาเสลไตน์ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวนาบาเทียนก่อนที่จะย้ายถิ่นฐานไปสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญที่เมืองเพตรา ในศึกสงครามอาหรับรีโวลท์ระหว่างปี ค.ศ. 1916–1918 ทะเลทรายแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นฐานบัญชาการในการบของนายทหารชาวอังกฤษ ทีอี ลอว์เรนซ์ และ เจ้าชายไฟซาล ผู้นำแห่งชาวอาหรับร่วมรบกันขับไล่พวกออตโตมันที่เข้ามารุกรานเพื่อครอบครองดินแดน และต่อมายังได้ถูกใช้เป็นสถานที่จริงในการถ่ายทำภาพยนต์ฮอลลีวูดอันยิ่งใหญ่ในอดีตเรื่อง “LAWRENCE OF ARABIA” ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ได้ถึง 7 รางวัล และรางวัลจากสถาบันอื่นๆ มากกว่า 30 รางวัล นำแสดงโดย Peter O’Toole, Omar Sharif นำท่านนั่งรถ Jeep 4X4 รับบรรยากาศท่องทะเลทรายที่ถูกกล่าวขานว่าสวยงามที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ด้วยเม็ดทรายละเอียดสีชมพูอมส้มอมแดงอันเงียบสงบที่กว้างใหญ่ไพศาล สีของเม็ดทราบนั้นปรับเปลี่ยนไปตามแสงของดวงอาทิตย์ ชมน้ำพุแห่งลอว์ เรนซ์ สถานที่ในอดีตนายทหาร ทีอี ลอว์เรนซ์ ทหารชาวอังกฤษใช้เป็นสถานที่พัก และคิดแผนการสู้รบกันพวกออตโตมัน นำท่านท่องทะเลทรายต่อไปยังภูเขาคาซารี ชมภาพเขียนแกะสลักก่อนประวัติศาสตร์ ที่เป็นภาพแกะสลักของชาวนาบาเทียนที่แสดงถึงเรื่องราวในชีวิตประจำวันต่างๆ และรูปภาพต่าง ๆ ผ่านชมเต็นท์ชาวเบดูอินที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย เลี้ยงแพะเป็นอาชีพ
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองเพตรา (Petra) เมืองเพตรา มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือ Rose City ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกปี ค.ศ. 1985 และ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของแห่งโลกใหม่ (New 7 Wonders of the World) จากการตัดสินโดยการโหวตจากบุคคลนับล้านทั่วโลกในวันมหัศจรรย์ 07/ 07/ 07 มหานครสีดอกกุหลาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาวาดี มูซา (Wadi Musa Valley) หรือหุบเขาแห่งโมเสส ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล โดยชาวนาบาเทียน (Nabataeans) และได้กลายมาเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตลาด ซื้อสินค้าสำคัญที่สุดของโลกตะวันออก ที่ต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบ เห็นเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2355 และนำไปเขียนในหนังสือชื่อ “TRAVEL IN SYRIA” จนทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
ทะเลทรายวาดิรัม หรือ หุบเขาแห่งพระจันทร์ (Wadi Rum or The Valley of The Moon)
น้ำพุแห่งลอว์เรนซ์ (Lawrence’s Spring or Lawrence’s Fountain)
มหานครเพตรา ชมมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ปราสาททรายสีชมพู (Petra) - ต่อ
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
ที่พัก
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก GRAND VIEW PETRA หรือเทียบเท่า

วันที่ 3
เพตรา - ทะเลเดดซี
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
จากนั้นนำท่านชมเมืองเพตรา (Petra) ให้ท่านได้ขี่ม้าระยะทางประมาณ 800 เมตร บนถนนทรายเพื่อตรงเข้าสู่หน้าเมือง **ไม่รวมค่าทิปขี่ม้า โดยประมาณ 3 USD** (ไม่รวมค่าขี่ลา, ขี่อูฐ, รถม้าลาก สนในกรุณาติดต่อที่หัวหน้าทัวร์) จากนั้นเดินเท้ากับเส้นทางมหัศจรรย์กว่า 1.5 กิโลเมตร ที่เกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการซัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน เดินชมความสวยงามของผาหินสีชมพูสูงชันทั้ง 2 ข้างทาง จนพบกับความสวยงามของ มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ เอล คาซเนท์ (Al-Khazneh หรือ The Treasury) ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างในศตวรรษที่ 1-2 เป็นวิหารที่แกะสลักโดยเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก มีความสูง 40 เมตร และ มีความกว้าง 28 เมตร วิหารแห่งนี้ได้ถูกออกแบบโดยได้รับอิทธิพลศิลปะของหลายชาติเข้าด้วยกัน เช่น อิยิปต์, กรีก, นาบาเทียน ฯลฯ เดิมทีถูกเชื่อว่าเป็นที่เก็บขุมทรัพย์สมบัติของฟาโรห์อิยิปต์ นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้ลงความเห็นตรงกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับผู้ปกครองเมือง, ใช้เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมทางศาสนา
มหานครเพตรา ชมมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ปราสาททรายสีชมพู (Petra) - ต่อ
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ทะเลเดดซี (Dead Sea) ซึ่งเป็นทะเลที่ถูกบันทึกลงใน กินเนสส์บุ๊ค ว่า เป็นจุดที่ต่ำที่สุดในโลก มีความต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร และ มีความเค็มที่สุดในโลกมากกว่า 20 เปอร์เซนต์ของน้ำทะเลทั่วไป ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยอาศัยอยู่ได้ในท้องทะเลแห่งนี้ ให้ท่านอิสระในการลงเล่นน้ำทะเล และ พิสูจน์ความจริงว่าสามารถลอยตัวได้จริงหรือไม่ (การลงเล่นน้ำในทะเลมีวิธีขั้นตอนการลงเล่น และข้อควรระวังต่างๆ ควรฟังคำแนะนำจากมัคคุเทศก์ท้องถิ่น)
ทะเลมรณะ หรือ ทะเลเดดซี (Dead Sea)
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก RAMADA HOTEL หรือเทียบเท่า

วันที่ 4
อัมมาน - Allenby Bridge – นาซาเร็ธ – ไฮฟา – เทล อาวีฟ
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางไปยังด่านที่ตั้งอยู่ที่ชายแดนระหว่างประเทศจอร์แดนและประเทศอิสราเอล (Israel) โดยจะต้องตรวจเอกสารเพื่อที่จะข้ามประเทศไปยังประเทศอิสราเอล โดยข้ามประเทศได้โดยใช้สะพาน Allenby Bridge ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ และเมื่อข้ามไปยังประเทศอิสราเอลแล้วท่านจะต้องผ่านการตรวจเอกสารอีกรอบเพื่อยืนยันในการเข้าประเทศ จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยังเมืองนาซาเร็ธ (Nazareth) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างภูเขาที่รวมตัวกันเป็นจุดใต้สุดของเทือกเขาเลบานอนแคว้นกาลิลี เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของพระเยซูคริสต์และเป็นสถานที่ในการเดินทางแสวงบุญของชาวคริสต์
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
นำท่านชมมหาวิหารแห่งการประกาศข่าว (Basilica of the Annunciation) ซึ่งถูกสร้างไว้ตรงบ้านพระนางมารีอา เป็นสถานที่ซึ่งนางมารีได้รับแจ้งจากทูตสวรรค์ว่าพระนางจะให้กำเนิดพระเยซู หลังจากนั้นนำท่านเดินต่อไปยังบ่อน้ำที่มีอายุนานกว่า 2,000 ปี เป็นสถานที่ที่พระนางมารีได้เคยมาตักน้ำจากแห่งนี้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังหมู่บ้านคานา (Cana Village) เป็นหมู่บ้านที่ซึ่งพระเยซูทรงแสดงอัศจรรย์เป็นครั้งแรกในงานแต่งงาน ซึ่งมีพระแม่มารีมาร่วมงานด้วย โดยทรงทำน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น เนื่องจากเหล้าองุ่นไม่พอที่จะเลี้ยงแขกที่มาในงาน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังเมืองไฮฟา (Haifa) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาคาร์เมล (Mt.Carmel) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของเขตไฮฟาที่อยู่ทางด้านเหนือและอยู่ติดกับริมทะเล เป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเมืองอันดับที่สามของประเทศ เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของอิสราเอล มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 270,000 คน ซึ่งผสมผสานกันระหว่างพวกยิวและอาหรับ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของบาไฮเวิลด์เซ็นเตอร์ ที่ถูกสร้างเป็นสวนที่สวยงามด้วยงบประมาณ 50 ล้านดอลล่าร์และยังได้ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 2008 จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองเทล อาวีฟ (Tel Aviv) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศอิสราเอล มีประชากรอาศัยอยุ่ประมาณ 405,000 คน ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ พาณิชย์และการท่องเที่ยว เมืองเทลอาวีฟ ยังมีอีกชื่อนึงว่า เทล อาวีฟ-จัฟฟา เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1909 บนเขตพื้นที่รอบนอกของเมืองท่าโบราณจัฟฟา (Jaffa) ความเจริญของเทลอาวีฟได้ก้าวไปไกลกว่าเมืองจัฟฟาที่ในตอนนั้นเป็นของอาหรับอยู่ จนเทลอาวีฟและจัฟฟาถูกรวมเป็นเมืองเดียวกันในปี ค.ศ. 1950 สองปีหลังจากการก่อตั้งรัฐอิสราเอล นครสีขาวแห่งเทลอาวีฟได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกในปี 2003 ถือเป็นการรวมกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
ที่พัก
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก LEONARDO HOTEL หรือเทียบเท่า

วันที่ 5
เมืองเก่าจัฟฟา – เบธเลเฮม – เยรูซาเลม – ย่านเมืองเก่า - ถนนเวีย โดโลโรซ่า
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านออกเดินทางไปชมเมืองเก่าจัฟฟา (Old Jaffa) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่เก่าแก่ อายุกว่า 3,000 ปี ชื่อเดิมของเมืองนี้คือ ยาโฟ (Yafo) ในภาษาฮิบรูว์ แปลว่า สวยงาม ในประวัติศาสตร์เมืองนี้ถูกครอบครองมาหลายยุคหลายสมัยปัจจุบันรัฐอิสราเอลได้อนุรักษ์เมืองนี้ไว้ แล้วอนุญาตให้ศิลปิน พักอาศัย ทำงานสร้างสรรค์ และขายผลงานของตนเองแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ให้ท่านได้ชมหอนาฬิกา (The Clock Tower) ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเมือง จัฟฟา เป็น 1 ใน 7 ของหอนาฬิกาที่ถูกสร้างโดยพวกออตโตมานที่เข้ามาปกครองในบริเวณนี้ ถูกสร้างขึ้น โดยสุลต่านอับดุล ฮามิด ที่ 2 ในราวปี ค.ศ.1900-1903 ส่วนที่เหลืออีก 6 แห่ง คือที่ ซาเฟ็ด, เอเคอร์, นาซาเรธ, ไฮฟา, นาบลุส และเยรูซาเล็ม ซึ่งทั้งหมดได้เสียหมด บนหอนาฬิกาเรือนนี้ยังใช้งานได้ดี และที่ด้านบนจะมีแผ่นหินสลักเป็นที่ระลึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้เมืองนี้ในปี ค.ศ.1948 จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) ซึ่งเป็นดินแดนที่เก่าแก่ และถูกครอบครองโดยพวกปาเลสไตน์ ตั้งอยู่ห่างจากเยรูซาเล็มทางตอนใต้ ประมาณ 10 กม. มีประชากรราว 30,000 คน ในอดีตเป็นบ้านเกิดของกษัตริย์เดวิด (King David) ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองเยรูซาเล็ม และ เบธเลเฮม เชื่อกันโดยผู้นับถือคริสต์ศาสนาว่าเป็นที่ประสูติของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ และยังเป็นที่อยู่ของชุมชนคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จากนั้นนำท่านเดินทางสู่โบสถ์แห่งการประสูติ (The Church of Nativity) โบสถ์ที่สร้างบนสถานที่ประสูติของพระเยซู ถูกสร้างโดย พระนางเฮเลน่า (Helena) ซึ่งเป็นพระมารดาของจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ เป็นสถานที่ที่ถูกเก็บรักษาให้รอดพ้นจากการถูกทำลายจากผู้ครอบครองของหลายชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งประตูทางเข้าโบสถ์นี้จะเล็กกว่าปกติ และผิดสัดส่วนจากขนาดของตัวอาคาร เพราะว่าภายหลังดินแดนแห่งนี้ถูกครอบครองโดยพวกครูเสดก็ได้มีการต่อเติม และทำประตูให้มีขนาดเล็กลงสำหรับคนต้องก้มเดินเข้าไปได้เพียงคนเดียว เพื่อเป็นการป้องกันมิให้พวกโจรอาหรับขี่ม้าเข้ามาปล้น ภายในโบสถ์มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทางเดินที่ประดับลวดลายของโมเสค และภาพสีน้ำมันตามผนังตลอดจนเพดาน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังทุ่งหญ้าคนเลี้ยงแกะ (Shepherd’s Field) ที่ทูตสวรรค์มาบอกข่าวการประสูติของพระเยซู ท่ามกลางคนเลี้ยงแกะที่ยากจนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกแรกที่ได้รับข่าวการประสูตินี้
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยังเมืองเยรูซาเลม (Jerusalem) เมืองที่อยู่ร่วมกันอย่างลงตัวทั้งชาวยิว,ชาวมุสลิม และ คริสเตียน ตั้งอยู่บนที่ราบของภูเขายูดาห์ (Judaean Mountains) ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลเดดซี เยรูซาเลมเป็นเมืองที่พระยาห์เวห์ (Yahweh) ทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมแห่งความเชื่อถึงพระเป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล นำท่านเดินทางสู่เมืองเก่าเยรูซาเลม (Old City) ให้ท่านได้ชมกำแพงร้องไห้ (Wailing Wall) ซึ่งเป็นกำแพงด้านตะวันตกของพระวิหารหลังที่สองที่เหลืออยู่หลังจากถูกพวกโรมันทำลาย ปัจจุบันชาวยิวทั่วโลกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และโดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา จะมีชาวยิวมากมายเดินทางมาสวดมนต์ อธิษฐานร้องไห้คร่ำครวญกับพระเจ้าอย่างเนืองแน่น และจากลานหน้ากำแพงศักดิ์สิทธิ์นี้ จะมีทางเดินเลาะเลียบทางขวาที่ไต่ระดับสูงขึ้นไปสู่ ภูเขาวิหาร (Temple Mount ) อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหาร ที่ได้ถูกทำลายไปถึง 2 ครั้ง จะเหลืออยู่ก็แค่บางส่วนของกำแพง ซึ่งในปัจจุบันภูเขาวิหาร เป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธ์ของศาสนาอิสลาม เพราะว่าในช่วงปี ค.ศ. 688 กาหลิบโอมาร์ ที่เป็นผู้นำชาวมุสลิม ได้นิมิตประหลาดว่าภูเขาวิหารนี้เป็นสถานที่ที่ศาสดาโมหะหมัดได้เสด็จสู่สวรรค์ โดยประทับยืนบนก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเชื่อว่าเป็นก้อนหินศักดิ์สิทธิ์ ส่วนชาวคริสต์เชื่อว่า พระเยซูได้ถูกซาตานนำมาประทับบนก้อนหินนี้ เพื่อให้ทอดพระเนตรนครเยรูซาเล็ม ในขณะที่จำศีลอดอาหาร และชาวยิวเชื่อว่า อับราฮัมได้นำลูกชายมาฆ่า เพื่อบูชาพระเจ้าบนก้อนหินก้อนนี้ ต่อมาจึงได้สร้างสุเหร่าไม้ขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ โดยคร่อมก้อนหินศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ ซึ่งเรียกว่า สุเหร่าแห่งโอมาร์ (Mosque of Omar) แต่ปัจจุบันนี้ได้ถูกสร้างเป็นสุเหร่าทรง 8 เหลี่ยมที่มีหลังคาทรงกลม ทำด้วยทองบริสุทธ์ 24 กระรัต โดยได้รับความช่วยเหลือจากกษัตริย์ฮุสเซนแห่งจอร์แดน และมีชื่อเรียกว่า โดมแห่งหินผา (Dome of the Rock) และบริเวณผนังด้านในประดับด้วยโมเสคลวดลายงดงามมาก (ไม่สามารถเข้าไปชมภายในได้ ) จากนั้นนำท่านเดินเท้าไปตามถนนเวีย โดโลโรซ่า (Via Dolorosa) เป็นสถานที่ซึ่งทิ้งร่องรอยสุดท้ายของพระเยซูจากการถูกตรึงไม้กางเขน ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระเยซูถูกไต่สวนที่ศาลปรีโทเรีย จนถูกบังคับให้แบกไม้กางเขนไปสู่โกลโกธา (Korakotha Mountain) และตรึงพระองค์ไว้บนไม้กางเขน ตามเส้นทางทั้งหมด 14 แห่ง จากนั้นนำท่านชม สุสานศักดิ์สิทธิ์ (Church of The Holy Sepulcher) ซึ่งในปัจจุบันเป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์ เป็นอุโมงค์ที่สกัดไว้ในศิลาที่ใช้เก็บพระศพของพระเยซูหลังจากเชิญพระศพลงมาจากไม้กางเขน ให้ท่านเดินทางเพื่อบรรลุถึงความทุกข์ทรมานของพระผู้เป็นเจ้า ถนนแห่งประวัติศาตร์นี้มีการค้นพบทางโบราณคดีตลอดหลายศตวรรษ
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก LEONARDO TOWER HOTEL หรือเทียบเท่า

วันที่ 6
อนุสรณ์สถานยาด วาเช็ม – ยอดเขาโอลีฟ – สวนเกทเสมานี – ภูเขาไซออน – สุสานกษัตริย์เดวิด– จอร์แดน - อัมมาน
เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านออกเดินทางสู่เมืองอีน คาเร็ม (Ein Karem) ที่มีความหมายว่า น้ำธรรมชาติสำหรับไร่องุ่น อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเยรูซาเล็ม และเป็นเมืองที่มีความสำคัญรองลงมาจากเบธเลเฮ็ม คือ เมืองที่จอห์นแห่งแบพติสเกิดและนอกจากนั้นก็ยังมีโบสถ์วิหารที่มีความสำคัญหลายแห่งสำหรับผู้ที่เป็นชาว คริสเตียน ให้ท่านได้ชมอนุสรณ์สถานยาด วาเช็ม (Yad Vashem) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงชาวยิวที่เสียชีวิตในระหว่างสงครามโลก รูปภาพต่างๆ ที่ถ่ายจากค่ายกักกันต่างๆ ในยุโรป แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของทหารนาซี ในความพยายามทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของชนชาติยิว ซึ่งเป็นชนชาติของพระเจ้า ทำให้ตระหนักถึงพระสัญญาของพระเจ้าต่ออับราฮัมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นำท่านเดินทางสู่ ยอดเขาโอลีฟ (Mt. of Olives) ท่านจะได้ชมตัวเมืองเยรูซาเล็มทั้งหมด จากนั้นนำท่านเดินตามเส้นทางที่พระเยซูเสด็จสู่กรุงเยรูซาเล็มในวันปาล์มซันเดย์ ไปยังโบสถ์ปีเตอร์ โนสเตอร์ (Peter Noster Church) เป็นสถานที่พระเยซูทรงสอนให้สาวกรู้จักคำอธิษฐาน “ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย” นำท่านเดินทางไปยัง สวนเกทเสมานี (Gatsemane) ซึ่งเป็นภาษาฮิบรูว์ แปลว่า ต้นมะกอก บริเวณสวนนี้มีต้นมะกอกเก่าแก่อยู่ 8 ต้น ที่เชื่อกันว่าเป็นรากเดิมของต้นมะกอกในสมัยพระเยซูเจ้า ซึ่งมีอายุประมาณ 2,000 ปี และเป็นสถานที่ที่พระเยซูอธิษฐานกับสาวก ก่อนที่จะถูกพวกทหารโรมันจับตัวไป จากนั้นนำท่านเข้าชมในตัวโบสถ์นานาชาติ (Church of all Nations) ที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นจุดที่พระเยซูทรงคุกเข่าอธิษฐาน ก่อนถูกทหารโรมันจับตัวไป
กลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
หลังจากนั้น นำท่านเดินทางสู่ภูเขาไซออน (Mount Zion) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของภูเขาโอลีฟในเยรูซาเล็ม ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เมืองของเดวิด (City of David) จากนั้นนำท่านไปชม โบสถ์ไก่ขัน (St. Peter in Gallicantu) ซึ่งเป็นภาษาลาติน ในอดีตเป็นบ้านของปุโรหิตคายาฟาส ที่เป็นหัวหน้าสมณะในยุคของพระเยซูที่ถูกตัดสินฯ และเป็นสถานที่ที่ปีเตอร์ปฏิเสธพระเยซูก่อนไก่ขัน 3 ครั้ง (Before the cock crows thrice) จากนั้นนำท่านไปชมสุสานกษัตริย์เดวิด (King David’s Tomb) และ ห้องอาหารมื้อสุดท้าย (Room of Last Supper) ที่พระเยซูทรงร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายกับเหล่า จากนั้นนำท่านข้ามชายแดนไปยังประเทศจอร์แดน (Jordan) เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงอัมมาน (Amman)
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่สนามบินอัมมาน เพื่อทำการเช็คอิน

วันที่ 7
ดูไบ – กรุงเทพฯ
02.05 น.
ออกเดินทางสู่กรุงเทพด้วยเที่ยวบิน EK906
06.05 น.
ถึงสนามบินดูไบ รอเปลี่ยนเครื่อง
09.40 น.
ออกเดินทางต่อสู่กรุงเทพด้วยเที่ยวบิน EK372
19.15 น.
ถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

ไฮไลท์
วันเดินทาง
ตารางเที่ยว
เงื่อนไข

เงื่อนไข

เงื่อนไขการให้บริการ
1.ชำระเงินมัดจำท่านละ 20,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชี ที่นั่งจะยืนยันเมื่อได้รับเงินมัดจำแล้วเท่านั้น
2.ส่งสำเนาหน้าพาสปอร์ตของผู้ที่เดินทาง ที่มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อทำการจองคิวยื่นวีซ่า
ภายใน 3 วันนับจากวันจอง หากไม่ส่งสำเนาหน้าพาสปอร์ตทางบริษัทขออนุญาติยกเลิกการจองทัวร์โดย
อัตโนมัติ
3.เมื่อได้รับการยืนยันว่ากรุ๊ปออกเดินทางได้ ลูกค้าจัดเตรียมเอกสารให้การขอวีซ่าได้ทันที
4.หากท่านที่ต้องการออกตั๋วโดยสารภายในประเทศ (กรณีลูกค้าอยู่ต่างจังหวัด) ให้ท่านติดต่อเจ้าหน้าที่
ก่อนออกบัตรโดยสารทุกครั้ง หากออกบัตรโดยสารโดยมิแจ้งเจ้าหน้าที่ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ไม่
รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
5.การยื่นวีซ่าในแต่ละสถานทูตมีการเตรียมเอกสาร และมีขั้นตอนการยื่นวีซ่าไม่เหมือนกัน ทั้งแบบหมู่คณะและ
ยื่น รายบุคคล (แสดงตน) ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนการจองได้จากทาง
เจ้าหน้าที่
6.หากในคณะของท่านมีผู้ต้องการดูแลพิเศษ นั่งรถเข็น (Wheelchair), เด็ก, ผู้สูงอายุ, มีโรคประจำตัว หรือไม่
สะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวในระยะเวลาเกินกว่า 4-5 ชั่วโมงติดต่อกัน ท่านและครอบครัวต้องให้การดูแล
สมาชิกภายในครอบครัวของท่านเอง เนื่องจากการเดินทางเป็นหมู่คณะ หัวหน้าทัวร์มีความจำเป็นต้องดูแล
คณะทัวร์ทั้งหมด

เงื่อนไขการชำระค่าทัวร์ส่วนที่เหลือ
ทางบริษัทขอเก็บค่าทัวร์ส่วนที่เหลือ 20 วันก่อนการเดินทาง
หากท่านไม่ผ่านการอนุมัติวีซ่าหรือยกเลิกการเดินทางโดยเหตุจำเป็น
ทางบริษัทขอเก็บเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลเบื้องต้นในการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าและการยื่นวีซ่า
1.การพิจารณาวีซ่าเป็นดุลยพินิจของสถานทูต มิใช่บริษัททัวร์ การเตรียมเอกสารที่ดีและถูกต้องจะช่วยให้การพิจารณา ของสถานทูตง่ายขึ้น
2.สำหรับผู้เดินทางที่ศึกษาหรือทำงานอยู่ต่างประเทศ จะต้องดำเนินเรื่องการขอวีซ่าด้วยตนเองในประเทศที่ตนพำนักหรือศึกษาอยู่เท่านั้น
3.หนังสือเดินทางต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยนับวันเริ่มเดินทางออกนอกประเทศ หากนับแล้วต่ำกว่า 6 เดือน ผู้เดินทางต้องไปยื่นคำร้องขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ และกรุณาเตรียมหนังสือเดินทางเล่มเก่า ให้กับทางบริษัทด้วย เนื่องจากประวัติการเดินทางของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องตั๋วเครื่องบินและที่นั่งบนเครื่องบิน
1.ทางบริษัทได้สำรองที่นั่งพร้อมชำระเงินมัดจำค่าตั๋วเครื่องบินแล้ว หากท่านยกเลิกทัวร์ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์การเรียกเก็บค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน ซึ่งมีค่าใช้จ่าย ประมาณ 1,000 – 5,000 บาท แล้วแต่สายการบินและช่วงเวลาเดินทาง
2. หากตั๋วเครื่องบินทำการออกแล้ว แต่ท่านไม่สารถออกเดินทางได้ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง และรอ Refund จากทางสายการบิน ใช้เวลาประมาณ 3- 6 เดือนเป็นอย่างน้อย
3. นั่งที่ Long Leg โดยปกติอยู่บริเวณทางออกประตูฉุกเฉิน และผู้ที่จะนั่งต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่สายการบินกำหนด เช่น ต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง และช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่เครื่องบินมีปัญหา เช่น สามารถเปิดประตูฉุกเฉินได้ (น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม) ไม่ใช่ผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและร่างกาย และอำนาจในการให้ที่นั่ง Long leg ขึ้นอยู่กับทางเจ้าหน้าที่เช็คอินสายการบิน ตอนเวลาที่เช็คอินเท่านั้น

กรณียกเลิกการเดินทาง
1.แจ้งยกเลิก 45 วัน ขึ้นไปก่อนการเดินทาง คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด
2.แจ้งยกเลิกภายใน 30-44 วันก่อนเดินทาง เก็บค่าใช้จ่าย ท่านละ 10,000 บาท
3.แจ้งยกเลิกภายใน 16-29 วันก่อนเดินทาง เก็บค่าใช้จ่าย ท่านละ 20,000 บาท
4.แจ้งยกเลิกน้อยกว่า 15 วันก่อนเดินทาง ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ เก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมด
5.บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมดกรณีท่านยกเลิกการเดินทางและมีผลทำให้คณะเดินทางไม่ครบตามจำนวนที่ บริษัทฯกำหนดไว้ (30ท่านขึ้นไป) เนื่องจากเกิดความเสียหายต่อทางบริษัทและผู้เดินทางอื่นที่เดินทางในคณะเดียวกันบริษัทต้องนำไปชำระค่าเสียหายต่างๆที่เกิดจากการยกเลิกของท่าน
6.กรณีเจ็บป่วย จนไม่สามารถเดินทางได้ ซึ่งจะต้องมีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลรับรอง บริษัทฯจะทำการเลื่อนการเดินทางของท่าน ไปยังคณะต่อไปแต่ทั้งนี้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกคืนได้คือ ค่าธรรมเนียมในการมัดจำตั๋ว และค่าธรรมเนียมวีซ่าตามที่ สถานทูตฯ เรียกเก็บ
7.กรณียื่นวีซ่าแล้วไม่ได้รับการอนุมัติวีซ่าจากทางสถานทูต (วีซ่าไม่ผ่าน) และท่านได้ชำระค่าทัวร์หรือมัดจำมาแล้ว ทางบริษัทฯ ขอเก็บเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าวีซ่าและค่าบริการยื่นวีซ่า / ค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน หรือค่าตั๋วเครื่องบิน (กรณีออกตั๋วเครื่องบินแล้ว) ค่าส่วนต่างในกรณีที่กรุ๊ปออกเดินทางไม่ครบตามจำนวน
8. กรณีวีซ่าผ่านแล้ว แจ้งยกเลิกก่อนหรือหลังออกตั๋วโดยสาร บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการ ไม่คืนค่าทัวร์ทั้งหมด
9.กรณีผู้เดินทางไม่สามารถเข้า-ออกเมืองได้ เนื่องจากปลอมแปลงหรือการห้ามของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าเหตุผลใดๆตามทางบริษัทของสงวนสิทธิ์ในการ ไม่คืนค่าทัวร์ทั้งหมด

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโรงแรมที่พัก
1.เนื่องจากการวางแปลนห้องพักของแต่ละโรงแรมแตกต่างกัน จึงอาจทำให้ห้องพักแบบห้องเดี่ยว (Single) ,ห้องคู่ (Twin/Double) และห้องพักแบบ 3 ท่าน/3 เตียง (Triple Room) ห้องพักต่างประเภทอาจจะไม่ติดกันและบางโรงแรม อาจจะไม่มีห้องพักแบบ 3 ท่าน แต่อาจจะได้เป็น 1 เตียงใหญ่กับ 1 เตียงพับเสริม
2.กรณีที่มีงานจัดประชุมนานาชาติ (Trade air) เป็นผลให้ค่าโรงแรมสูงขึ้นมากและห้องพักในเมืองเต็ม บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนหรือย้ายเมืองเพื่อให้เกิดความเหมาะสม
3.โรงแรมในที่มีลักษณะเป็น Traditional Building ห้องที่เป็นห้องเดี่ยวอาจเป็นห้องที่มีขนาดกะทัดรัต
และไม่มีอ่างอาบน้ำ ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละโรงแรมนั้นๆ และห้องแต่ละห้องอาจมีลักษณะแตกต่างกัน

เอกสารประกอบการขอวีซ่า(อิสราเอล)
การยื่นวีซ่า ท่านไม่ต้องมาแสดงตนที่ศูนย์ยื่นวีซ่า
1.สำเนาสีหนังสือเดินทางที่ชัดเจน (ไม่ใช่ถ่ายจากมือถือ) และวันหมดอายุหนังสือเดินทางต้องมีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน นับจากวันเดินทางกลับถึงประเทศไทย
1.เอกสารส่วนตัว
-สำเนาทะเบียนบ้าน
-บัตรประชาชน
-สูติบัตร(กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี)
-ทะเบียนสมรส/ทะเบียนหย่า/มรณะบัตร(ถ้ามี)
-ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามีการเปลี่ยน)


อัตรานี้รวม

1 ค่าตั๋วเครื่องบิน ชั้นประหยัด ( Economy Class) ที่ระบุวันเดินทางไปกลับพร้อมคณะ (ในกรณีมีความประสงค์อยู่ต่อ จะต้องไม่เกินจำนวนวัน และอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสายการบิน)
2.ค่าภาษีสนามบินทุกแห่งตามรายการ
3.ค่ารถโค้ชปรับอากาศนำเที่ยวตามรายการ
4.ค่าห้องพักในโรงแรมตามที่ระบุในรายการหรือเทียบเท่า (3 ดาว – 4 ดาว)
5.ค่าอาหารตามที่ระบุในรายการ
6.ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามรายการ
7.ค่าประกันภัยการเดินทางรายบุคคล (หากต้องการเงื่อนไขกรมธรรม์สอบถามได้จากเจ้าหน้าที่)
ค่าประกันอุบัติเหตุคุ้มครองในระหว่างการเดินทางวงเงินไม่เกินท่านละ 1,000,000 บาท
ค่ารักษาพยาบาลในกรณีเกิดอุบัติเหตุวงเงินไม่เกินท่านละ 500,000 บาท (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)
** ลูกค้าท่านใดสนใจ...ซื้อประกันการเดินทางสำหรับครอบคลุมเรื่องสุขภาพสามารถสอบถามข้อมูล
เพิ่มเติมกับทางบริษัทได้ **
เบี้ยประกันเริ่มต้น 341 บาท [ระยะเวลา 4-6 วัน]
เบี้ยประกันเริ่มต้น 395 บาท [ระยะเวลา 7-10 วัน]
**ความครอบคลุมผู้เอาประกันที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด ถึง 85 ปี **
[รักษาพยาบาล 2 ล้าน, เสียชีวิตหรือเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ 1.5 ล้านบาท]
8.ค่ามัคคุเทศก์ของบริษัทดูแลตลอดการเดินทาง (ไม่รวมทิปมัคคุเทศก์)
9. ค่าวีซ่าเข้าประเทศจอร์แดนและอิสราเอล
10.ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และหัก ณ ที่จ่าย 3 %


อัตรานี้ไม่รวม

1.ค่าธรรมเนียมการจัดทำหนังสือเดินทาง
2.ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิเช่น ค่าเครื่องดื่มที่สั่งพิเศษ, ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง, ค่าน้ำหนักเกินจากทางสายการบินกำหนดเกินกว่า 30 ก.ก.และมากกว่า 2 ชิ้น, ค่ารักษาพยาบาล กรณีเกิดการเจ็บป่วยจากโรคประจำตัว, ค่ากระเป๋าเดินทางหรือของมีค่าที่สูญหายในระหว่างการเดินทาง เป็นต้น
3.ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบิน ในกรณีที่สายการบินมีการปรับขึ้นราคา
4.ค่าบริการยกกระเป๋าในโรงแรม ซึ่งท่านจะต้องดูแลกระเป๋าและทรัพย์สินด้วยตัวท่านเอง
5.ค่าทิปพนักงานขับรถ และไกด์ท้องถิ่น (35 USD)
6.ค่าทิปมัคคุเทศก์จากเมืองไทย (21 USD)


"เพราะทุกความสุขของท่านคือความสําเร็จของเรา"
ชิล สแควร์ ทราเวล บริษัทท่องเที่ยวที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การส่งลูกค้าให้ถึงที่หมายปลายทางเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องการนำส่งประสบการณ์อันสุดยอดให้กับลูกค้าในทุก ๆ ครั้งที่เลือกเดินทางไปกับ ชิล สแควร์ ทราเวล เราจะดูแลท่านด้วยความเอาใจใส่ในทุกในทุกรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการเดินทางเคล็ดลับระหว่างการเดินทาง ตลอดไปจนถึงการบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม ดังนั้นไม่เกินความเป็นจริงเลยที่ท่านจะได้รับประสบการณ์เหมือนหรือยิ่งกว่าฝันเมื่อท่านเลือกเดินทางไปกับชิล สแควร์ ทราเวล
กรอก Email เพื่อรับข่าวสารโปรโมชั่นก่อนใคร !
Copyright © 2012 - 2019 Chill Square Travel Co.,Ltd. , All Rights Reserved. บริษัท ชิล สแควร์ ทราเวล จำกัด 22/7 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพ 10700
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/07092 Call Center: 02-886-8518, 094-545-3095, 094-545-3096 หรือ 094-852-2112 Fax: 02-433-9857 Email: info@chill.co.th